โดย....ดร.พรนพ พุกกะพันธุ์
ภาควิชาบริการธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ
สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
สถาบันราชภัฏธนบุรี
....ในยุคแห่งความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี นักธุรกิจเป็นจำนวนมาก ต่างก็แข่งขันกันหาผลประโยชน์ ทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย และผิดกฎหมาย โดยไม่เคยคำนึงถึงความมีจริยธรรม....
เพราะไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม เห็นเป็นเรื่องไร้สาระ พิสูจน์ไม่ได้ ไม่คำนึงถึงบาป บุญ คุณ โทษ....
เรื่องที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริง....มีตัวตนอ้างถึงได้....
รอการพิสูจน์จากท่าน....
อย่าได้ปรามาส ว่า ทำบุญ....ไม่มีผล / ทำบาป....ไม่มีผล กันต่อไปอีกเลย.
ลองติดตามดู นะครับ....
เมื่อวันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2544
เป็นวันที่ผมจะต้องไปสอนหนังสือแก่นักศึกษาภาค กศ.บป.
ที่สถาบันราชภัฎ บ้านสมเด็จเจ้าพระยา วิชาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) ซึ่งเป็นวิชาใหม่ที่จะสอนให้นักศึกษาภาควิชา บริหารธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ ได้เรียนรู้ถึงหลักการประกอบธุรกิจอย่างมีคุณธรรม เพื่อความสุขของสังคมที่อยู่ร่วมกัน
นักศึกษาเหล่านี้เป็นผู้อยู่ในวัยที่ทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง และมาเรียนภาคค่ำเพื่อปรับวุฒิของตนให้สูงขึ้น จะได้รับความรู้ใหม่ๆ เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพของตนอย่างมีหลักเกณฑ์ต่อไป
และในวันนี้ ผมก็มีความจำเป็นที่จะต้องไปงานฌาปนกิจศพของ....
คุณเสียง โหสกุล บิดาของไลออนเสรี โหสกุล อดีตผู้ว่าการไลออนส์สากล ภาค 310 E
ซึ่งในระยะนั้น ผมดำรงตำแหน่ง นายกสโมสรไลออนส์อิสระภาพ กรุงเพทฯ
ซึ่งผมและไลออนเสรี โหสกุส จำเป็นที่จะต้องติดต่อกันเป็นประจำ
ทั้งนี้เพราะสโมสรไลออนส์ เป็นสโมสรของผู้บำเพ็ญประโยชน์ มีสำนักงานใหญ่
ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ด้อยโอกาส และไม่สามารถ
ที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ เนื่องจากขาด แคลนทุนทรัพย์
สมาชิกของสโมสรไลออนส์จะช่วยสโมสรฯ ในการแข่งขันกันทำความดี ตามนโยบายของสโมสรไลออนส์สากล เช่น ช่วยกันจัดกิจกรรมหาทุน นำเงินที่ได้มาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร และบำเพ็ญประโยชน์ ไม่มีการแสวงหากำไร ช่วยผู้ยากไร้ด้วยความสมัครใจ นายกสโมสร และคณะกรรมการบริหารตำแหน่งต่างๆ ดำรงตำแหน่งอยู่ได้เพียง 1 ปี ก็จะต้องครบวาระ ผลัดให้สมาชิกคนอื่น ที่มีความรู้ความสามารถ ขึ้นมา บริหารงานแทน
ทุกสโมสรฯ จะเริ่มดำเนินงานจากเงินทุนบริจาคของสมาชิกเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยความรู้ความสามารถของนายกสโมสร และเพื่อนสมาชิก ที่ได้ช่วยกันจัดกิจกรรมหาทุนเพียงปีละ 2 ครั้ง ก็มีเงินทุนเพียงพอที่จะใช้บริหารงาน และดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือผู้อื่นที่ยากไร้ และด้อยโอกาสกว่าตน
ผลจากการแข่งขันกันกระทำความดี จะต้องทำเป็นรายงานกิจกรรม เสนอไปยังผู้ว่าการภาค และสโมสรไลออนส์สากล ที่เมืองโอ๊คปรู๊ค สหรัฐอเมริกา เป็นประจำทุกเดือน และผลของการกระทำความดีหากเข้าตากรรมการ ก็จะได้รับรางวัลเกียรติยศ และจัดพิธีมอบให้อย่างเป็นทางการ
ซึ่งผู้ได้รับโล่รางวัลเหล่านี้ ถือเป็นความภาคภูมิในใจผลสำเร็จของงาน ภายใต้การบริหารของตนตลอดระยะเวลา 1 ปี
งานฌาปนกิจศพคุณพ่อของไลออนเสรี โหสกุล ครั้งนี้ ได้สร้างความแปลกใจให้แก่ผมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการฌาปนกิจศพ พร้อมกัน 2 ศพ
ศพหนึ่งคือ คุณเสียง โหสกุล ผู้เป็นบิดาของไลออนเสรีฯ
ส่วนอีกศพหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชิดกันเป็นศพเด็กผู้หญิง อายุประมาณ 9 ปี
ซึ่งเป็นบุตรสาวของคุณเสียงฯ และเป็นน้องสาวของไลออนเสรี โหสกุล
เธอชื่อ....พิมพวดี
มื่อเวลาประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา ผมได้เคยไปร่วมงานฌาปนกิจศพที่วัดมกุฎกษัตริยาราม หลายครั้ง และเมื่อเดินผ่านประตูทางเข้าวัดไปสู่เมรุ ศาลาตั้งศพศาลาแรกด้านขวามือ
จะเห็นเป็นศาลาที่ค่อนข้างแปลกเพราะภายในที่บรรจุรูปของผู้บริจาคสร้างศาลา ได้ทำเป็นเสมือนวิมานบนสรวงสวรรค์ มีรูปของเด็กหญิงหน้าตาหน้ารักประดิษฐานอยู่ในวิมานนั้นศาลานี้ชื่อว่า พลับเพลาพิมพวดี
ศาลาตั้งศพนี้ สร้างความแปลกในให้แก่ผมก็คือ รูปผู้สร้างศาลาแทนที่จะเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งบรรดาลูกหลานได้สร้างให้แก่บรรพบุรุษที่ได้ล่วงลับไปแล้วเพื่อเป็น อนุสรณ์
กลับกลายเป็นรูปของเด็กหญิงที่หน้าตาน่ารักสถิตอยู่ในวิมาน....
แสดงว่าเธอเป็นที่รักของครอบครัว และผู้สร้างศาลาแห่งนี้จะต้องเป็นผู้มีฐานะดี....
มีความรู้ความเข้าในในศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างดีเยี่ยม....
จึงสร้างศาลาได้อย่างสวยงานมีคุณค่ามาก พลับพลาพิมพวดีแห่งนี้ ....
ได้อยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา ....
จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รวบรวมเหตุการณ์เกี่ยวกับจิตวิญญาณ สิ่งลี้ลับ กฎแห่งกรรม....ตายแล้วมาเกิดใหม่
และมีอยู่เรื่องหนึ่ง คือ พิมพวดี สื่อวิญญาณ โดยมีสาระสำคัญว่า วิญญาณของเด็กหญิงพิมพวดีที่ล่วงลับไปแล้วในชาตินี้ ไม่ไปเกิดใหม่ แต่ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกทิพย์
และได้มาช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยทางสมองของนายแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาล วชิระ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งในชาติก่อนนั้นเป็นบิดาของเธอเคยรับราชการในรัชกาลที่ 3
ทำหน้าที่เป็นผู้คุมนักโทษ ที่เรียกว่า “ราชมัล” เป็นคนลงโทษนักโทษ ทรมานนักโทษ และประหารชีวิตนักโทษ
แม้จะอ้างว่า…เป็นการกระทำตามหน้าที่ หาได้รับการยกเว้นจากกฎแห่งกรรม....
และแรงอาฆาตจองเวรจากผู้ที่ต้องเสียชีวิตจากการกระทำนั้นไม่....
ในชาตินี้ คุณหนูพิมพวดี ได้มาเกิดในครอบครัวของตระกูลโหสกุลบิดา คือ....
นายเสียง โหสกุล และมารดา คือ นางสมพร พัฒนวิบูลย์ โดยมีพี่น้องรวมกัน 5 คน คือ
1. นายเสรี โหสกุล สมรสกับ นางสาวธนิดา โกมลารชุน
มีบุตร 2 คน คือ นายพีระศักดิ์ โหสกุล และนายสุทธิศักดิ์ โหสกุล
2. นายวัฒนา โหสกุล สมรสกับ นางสาวลินดา สเวนเช่น
มีบุตร และบุตรตรี 2 คน คือ นายแอนดรู โหสกุล และนางสาวเจสสิก้า โหสกุล
3. นายถาวร โหสกุล สมรสกับ นางสาวคัทลียา ขันธทัต
มีบุตร 3 คน คือ นายคธาวุฒิ โหสกุล นายโอฬาริก โหสกุล และนายปองพล โหสกุล
4. นายวันชัย โหสกุล สมรสกับ นางสาวประวิสสร บัวจรูญ
มีบุตรีและบุตร 3 คน คือ นางสาวปริญดา โหสกุล นางสาวรสวรรณ โหสกุล
และนายศิขัณฑ์ โหสกุล
5. เด็กหญิงพิมพวดี โหสกุล (ถึงแก่กรรมตั้งแต่เยาว์วัย อายุได้ 9 ปี 9 เดือน)
คุณเสียง โหสกุล บิดาในชาตินี้ของ เด็กหญิงพิมพวดีฯ ได้เริ่มต้นชีวิตโดยเป็นครูสอนภาษาจีนที่โรงเรียน มีนประสาท มีนบุรี และได้รู้จักกับคุณครูสมพร พัฒนวิบูลย์ ซึ่งเป็นครูสอนภาษาไทย หลังจากที่ได้รู้จักชอบพอกันระยะหนึ่ง จึงได้ประกอบพิธีมงคลสมรสกันในปี พ.ศ. 2482
ทั้งสองจึงได้ลาออกจากเป็นครูเพื่อไปช่วยงานที่บ้านคุณปู่ ซึ่งประกอบกิจการค้าเป็นครอบครัวใหญ่ที่คุณเสียงและภรรยาต้องทำงานหนัก เนื่องจากมีญาติพี่น้องและคนงานที่จะต้องดูแลไม่น้อยกว่า 30 คน ทั้งสองนึกถึงอนาคตที่จะต้องเลี้ยงดูลูกๆ จึงขอแยกครอบครัวออกมาจากบ้านคุณปู่เพื่อทำการค้าขายตามลำพัง เพื่อสร้างฐานะให้มั่นคง โดยมีเงินสดติดตัวมาเพียง 500 บาท ไปอาศัยอยู่กับน้าชายประกอบกิจการขายน้ำมันหล่อลื่น บริเวณตึกแถวข้างวัดสระเกศ ถนนบำรุงเมือง โดยนำเครื่องทองของหมั้นของภรรยาออกขายเป็นทุน
กิจการเริ่มดีขึ้น จึงได้ย้ายกิจการมาอยู่ที่ตึกแถว 2 ชั้นแห่งใหม่ บริเวณรมคลองโอ่งอ่าง หลังภูเขาทอง วัดสระเกศ ในช่วงที่ย้ายไปใหม่ๆ ร้านของคุณเสียงฯ ยังไม่มีชื่อ
แต่เนื่องจากที่ตั้งของร้านอยู่ตรงข้ามกับทางเข้ากุฎีของท่านเจ้าคุณ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ (ภายหลังได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่ ญาโณทัย) และเป็นสมเด็จ พระอริยวงศาคตญาณฯ สมเด็จพระสังฆราชญาโณทัยมหาเถระในที่สุด)
คุณเสียง และภรรยา จึงได้มีโอกาสเข้าไปกราบนมัสการท่านอยู่บ่อยๆ และท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็ได้ให้ความเอ็นดูแก่ครอบครัวโหสกุลเป็นอย่างมาก ทั้งยังกรุณาตั้งชื่อร้านให้ว่า “เสรีวัฒนา” ซึ่งเป็นการนำชื่อของบุตรชายสองคนแรก มาตั้งเป็นนามมงคล แก่กิจการของครอบครัวตลอดมา
ในปี พ.ศ. 2489 ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สงบลงแล้ว ประมาณ 1 ปี
ครอบครัวโหสกุล ได้ย้ายมาเซ้งตึกแถวสี่ชั้น ที่หัวมุมถนนหลวงกับถนนมิตรพันธ์
ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ ซึ่งแต่เดิมเป็นที่ตั้งของห้างฝรั่งชาติเยอรมัน
โดยยังคงนำชื่อ “เสรีวัฒนา” มาเป็นชื่อร้านใหม่นี้ด้วย
ในปี พ.ศ. 2493 จึงได้กำเนิดบุตรสาวคนสุดท้อง โดยตั้งชื่อให้เธอว่า พิมพวดี
ในปี พ.ศ. 2503 ความเศร้าโศกครั้งยิ่งใหญ่ได้มาเยี่ยมเยียนตระกูลโหสกุล
โดยบุตรสาวคนเล็กที่ชื่อ พิมพวดี ซึ่งเป็นที่รักของทุกคนในครอบครัวได้เสียชีวิต
เพราะเป็นไข้เลือดออก ที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยวัยเพียง 9 ปี 9 เดือน
ซึ่งก่อให้เกิดความโศกเศร้าเสียใจให้แก่คุณเสียง และคุณสมพร โหสกุล เป็นอย่างมาก เพราะเป็นบุตรีคนเดียวและจากไปตั้งแต่อายุยังน้อย คุณเสียงฯมีความเสียใจมากถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เห็นรูปของลูกสาวสุดที่รักคราวใดเป็นต้องร้องไห้โฮ
หรือถ้าหากใครเผลอเอ่ยถึงบุตรสาวคนนี้ทีไร คุณเสียงฯ เป็นต้องปล่อยโฮทุกครั้งไป
เพื่อลดความอาลัยอาวรณ์ คุณเสียงฯถึงกับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เวลาว่าง จากที่เคยออกไปฟังเพลง เต้นรำ หรือดูโทรทัศน์ที่บ้าน กลับไปเรียนภาษาอังกฤษแทน นับตั้งแต่การเรียนขั้นพื้นฐานด้วยตนเอง
ต่อมาจึงไปเรียนกับอาจารย์เสนาะ ตันบุญยืน และภรรยา คือแหม่มไอรีน และเรียนการอ่าน – เขียน ภาษาอังกฤษกับครูชาวอเมริกัน (Mr. Vance M. Buamgartner) ที่ได้มอบหมายงานการบ้านให้คุณเสียงทำครั้งละมาก ๆ เพื่อให้ลืมความโศกเศร้า
จนกระทั่งสามารถสนทนากับชาวต่างประเทศได้ และเขียนจดหมายภาษาอังกฤษ โต้ตอบกับบรรดาตัวแทนในต่างประเทศได้เป็นอย่างดี
ในช่วงแห่งความเศร้าโศกเสียใจ ด้วยการจากไปอย่างไม่มีวันกลับขอบบุตรีเพียงคนเดียว ทำให้คุณเสียงฯ เกิดความคิดที่จะต้องสร้างถาวรวัตถุขึ้นเป็นอนุสรณ์
จึงได้ไปเข้าเฝ้าเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) เจ้าอาวาสวัดมกุฎกษัตริยาราม (ในขณะนั้น) กราบทูลว่า มีความประสงค์จะหาที่ในบริเวณวัดที่เหมาะๆ สร้างศาลาสักหลักหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ลูกสาว และถวายวัด ไว้สำหรับตั้งศพของบรรดาญาติโยมทั่วไป
ซึ่งท่านได้ให้การสนับสนุน โดยทรงอนุญาตให้รื้อกุฎีหลังหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ข้างอาคารสำนักงานผลประโยชน์ของวัดเป็นสถานที่ก่อสร้างศาลา
โดยใช้ขื่อว่า “พลับพลาพิมพวดี” ดังที่ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้
(เจ้าประคุณสมเด็จฯ เมตตามาในงานพิธี)
ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างอนุสรณ์สถานของบุตรสาวให้สวยที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้
จึงได้มอบหมายให้ อาจารย์ น.ต. สมภพ ภิรมย์ สถาปนิกชื่อดังในขณะนั้น เป็นผู้ออกแบบศาลาทรงไทยประยุกต์ ซึ่งท่านก็ได้กรุณาออกแบบและควบคุมตรวจงานด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด งานก่อสร้างได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามที่คุณเสียงฯคาดหวังไว้
ในส่วนของการตกแต่งภายในนั้น ด้านผนังทึบกรุด้วยหินอ่อน ตรงกลางผนังประดับด้วยวิมานทรงไทย ทำด้วยไม้สักแกะสลักลงรักปิดทองคำเปลว ตั้งอยู่เหนือแท่นหินอ่อนภายในวิมานได้ตั้งรูปถ่ายของบุตรสาวสุดที่รัก พร้อมพานพุ่ม และเครื่องบูชา
สำหรับงานแกะสลักตัววิมานนั้น ทั้งคุณเสียง และคุณสมพรฯ ได้ใช้ความเพียรพยายามสืบเสาะหาช่างแกะสลักที่มีฝีมือเป็นเลิศมาสร้าง และช่างที่ได้ชื่อว่ามีฝีมือเป็นเลิศที่ได้เลือกสรรมานั้น กว่าจะทำงานได้เสร็จสมบูรณ์เป็นที่ถูกใจ ต้องลงมือทำงานถึง 3 ครั้ง 3 ครา การก่อสร้าง “พลับพลาพิมพวดี” จึงได้เสร็จสิ้นลงในราวปลายปี พ.ศ. 2504
นับตั้งแต่นั้นมาบรรดาญาติ ๆ พี่น้องของตระกูล “โหสกุล” จะร่วมกันไปทำบุญให้น้องสาวคนสุดท้องเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง คือ ทุกวันที่ 25 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิด และทุกวันที่ 2 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันที่เด็กหญิงพิมพวดีเสียชีวิต และคุณเสียงฯ จะส่งคนไปทำความสะอาดใหญ่ล่วงหน้าหนึ่งวันก่อนวันทำบุญทุกครั้งไม่เคยขาด






medication without letting your doctor know about it.