คนร่วมเผยแพร่สื่อนุ๊ดโป๊เปลื่อยรับผลกรรมอย่างไร
สมัย หนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระวิหารเวฬุวันใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น มีพ่อบ้านนักเต้นรำนามว่าตาลบุตร เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลถามว่า
‘เคยได้ยินคำนักเต้นรำผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ก่อนๆ บอกว่านักเต้นรำคนใดทำให้คนสนุกสนานรื่นเริงด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้างตามเวทีเต้นรำ หรือท่ามกลางสถานมหรสพ ผู้นั้นเมื่อตายไปย่อมไปเกิดในกลุ่มเทวดาผู้ร่าเริงพระองค์ทรงเห็นอย่างไร?'
พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ นักเต้นรำคนนี้จึงถามพระองค์ถึงสามครั้ง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
‘ถ้า คนทั้งหลายยังไม่ปราศจากราคะ โทสะและโมหะ ยังมีราคะ โทสะและโมหะอยู่ แล้ว นักเต้นได้เต้นเพื่อกระตุ้นราคะ,โทสะหรือโมหะคนอื่นตามเวทีเต้นรำหรือท่าม กลางสถานมหรพต่างๆ ทั้งตนเองก็ประมาทมัวเมา ตั้งอยู่ในความประมาท เมื่อตายไป นักเต้นเหล่านี้ย่อมตกนรกชื่อปหาสะ...ที่มีคนบอกว่าจะไปบังเกิดในสวรรค์ชื่อ ปหาสะนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ คนเห็นผิดเช่นนี้มีคติสองอย่างคือไปเกิดในนรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง'
ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พ่อบ้านนักเต้นรำนามว่าตาลบุตรร้องไห้สะอึกสะอื้น ไปตลอด พร้อมทั้งสำนึกผิดว่าอาชีพที่ตนเองทำมาหากินนั้นผิดศีลธรรม แล้วขอบรรพชาอุปสมบท ไม่นานก็บรรลุพระอรหัตตผล
สรุปก็คือการเต้น การร้องรำทำเพลงใดๆ ก็ตาม ที่กระตุ้นราคะ, โทสะและโมหะของคนดูถึงจะเรียกว่าเป็นศิลปะ แต่ก็ผิดศีลธรรมในพระพุทธศาสนา ทำไมจึงเรียกว่าผิดศีลธรรมก็เพราะกระตุ้นราคะหรือโทสะหรือโมหะอย่างใดอย่าง หนึ่งของคนดูให้เพิ่มขึ้นนั่นเอง นักเขียนในแนว นู๊ดกระตุ้นราคะคนก็ดี นักเขียนนวนิยายหยาบโลนตามนิตยสารรายปักษ์ก็ดี นักสร้างหนังอีโรติกก็ดี นักสร้างหนังเรทอาร์ก็ดี นักถ่ายภาพนู๊ดก็ดี คนทำโฆษณานู๊ดก็ดี คนเป็นเจ้าของบาร์ คลับ เธค ที่มีสาวๆ เต้นเปลือย คนเป็นเจ้าของอาบ อบ นวด นักศึกษานุ่งสั้นยั่วยวนกิเลสคนอื่นก็ดี นายแบบนางแบบที่แต่งตัวเย้ายวนราคะก็ดี โคโยตี้ที่แต่งตัวยั่วราคะในงานต่างๆ เช่น งานเปิดตัวรถยนต์ก็ดี โดยที่สุด แม้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์, นิตยสารหรือวารสารที่นำภาพลามกอนาจารไปตีพิมพ์ รวมทั้งเจ้าของสื่อนั้นๆ ที่นั่งจ้องรอดูยอดขายด้วยความละโมบก็จัดเข้าในกลุ่มผู้นำเสนอเช่นเดียวกัน
ว่า ตามพุทธวจนะแล้ว คนจำพวกที่หากินด้วยการมอมเมาชาวบ้านด้วยวิธียั่วกิเลสเหล่านี้ทั้งหมดใน อนาคตชาติ ถ้าไม่ไปจัดปาร์ตี้สะแด่วแห้วกันในขุมนรกชื่อ 'ปหาสะ' ก็ต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมทั้งนักแสดงที่รับแสดงหนังแนวอีโรติกนั้นด้วย กฎแห่งกรรมไม่เหลือใครไว้หรอกครับ ยิ่งมีส่วนมอมเมาผู้คนในสังคมมานานหลายปี ยิ่งมีผลหนักเพราะสั่งสมจนเป็นกรรมหนักนั่นเอง
ผมถึงบอกว่าที่คุณระเบียบรัตน์ พงษ์พานิชประท้วงท่าเต้นนักร้องบางคนทำถูกต้องตามหลักวัฒนธรรมพุทธแล้วครับ
ส่วน กรณีพระสงฆ์นั้น ต้องดูว่าท่านสนับสนุนจริงหรือไม่? เห็นเขาเล่าว่าพวกเต้นเย้ายวนเหล่านี้จะโผล่มาเต้นโชว์ก็ตอนดึกๆ พระสงฆ์เข้าจำวัดหมดแล้ว ถ้าแอบเต้นกันแบบนี้ พระสงฆ์ก็ไม่ผิด แต่ถ้าพระสงฆ์เห็นดีเห็นงามแต่ต้นก็ต้องว่าไปตามวินัยสงฆ์ครับ.
คนร่วมเผยแพร่สื่อนู๊ด โป๊ เปลือยหรืออนาจารจะรับผลกรรมอย่างไร?
(คัดจากคำถาม-คำตอบเดือนกรกฎาคม 2550)
ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์
คำ ถาม 9: อาจารย์ค่ะ หนูได้ดูข่าวโทรทัศน์ มีข่าวว่าพระสงฆ์จัดให้มีโคโยตี้เต้นรำในแนวเซ็กซี่ในวัดเป็นบาปมั้ยค่ะ? ผิดวินัยสงฆ์มั้ยค่ะ ขอบคุณค่ะ (กานดา/ถนนทางรถไฟเก่า พระโขนง กทม)
คำ ตอบ: คำถามของคุณนี้ทำให้ผมต้องใช้เวลาพอสมควรในการค้นอ่านพระไตรปิฎก จำคำตอบในพระไตรปิฎกได้แต่นึกไม่ออกว่าอยู่พระไตรปิฎกเล่มไหน ผมได้อีเมล์คุณตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน ต้องใช้เวลาหลายวันพอสมควร นั่งสำรวจพระไตรปิฎกฉบับบาลี ผมใช้เวลากับคำถามของคุณนานกว่าคำถามอื่นๆ ด้วยและก็โชคดี ได้พบคำตอบในพระไตรปิฎกเล่มที่ 18 (สํ.ส.18/589-592/377-380) ผมจะแปลเก็บสาระสั้นๆ นะครับ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระวิหารเวฬุวันใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น มีพ่อบ้านนักเต้นรำนามว่าตาลบุตร เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลถามว่า
‘เคยได้ยินคำนักเต้นรำผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ก่อนๆ บอกว่านักเต้นรำคนใดทำให้คนสนุกสนานรื่นเริงด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้างตามเวทีเต้นรำ หรือท่ามกลางสถานมหรสพ ผู้นั้นเมื่อตายไปย่อมไปเกิดในกลุ่มเทวดาผู้ร่าเริงพระองค์ทรงเห็นอย่างไร?'
พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ นักเต้นรำคนนี้จึงถามพระองค์ถึงสามครั้ง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
‘ถ้า คนทั้งหลายยังไม่ปราศจากราคะ โทสะและโมหะ ยังมีราคะ โทสะและโมหะอยู่ แล้ว นักเต้นได้เต้นเพื่อกระตุ้นราคะ,โทสะหรือโมหะคนอื่นตามเวทีเต้นรำหรือท่าม กลางสถานมหรพต่างๆ ทั้งตนเองก็ประมาทมัวเมา ตั้งอยู่ในความประมาท เมื่อตายไป นักเต้นเหล่านี้ย่อมตกนรกชื่อปหาสะ...ที่มีคนบอกว่าจะไปบังเกิดในสวรรค์ชื่อ ปหาสะนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ คนเห็นผิดเช่นนี้มีคติสองอย่างคือไปเกิดในนรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง'
ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พ่อบ้านนักเต้นรำนามว่าตาลบุตรร้องไห้สะอึกสะอื้น ไปตลอด พร้อมทั้งสำนึกผิดว่าอาชีพที่ตนเองทำมาหากินนั้นผิดศีลธรรม แล้วขอบรรพชาอุปสมบท ไม่นานก็บรรลุพระอรหัตตผล
สรุปก็คือการเต้น การร้องรำทำเพลงใดๆ ก็ตาม ที่กระตุ้นราคะ, โทสะและโมหะของคนดูถึงจะเรียกว่าเป็นศิลปะ แต่ก็ผิดศีลธรรมในพระพุทธศาสนา ทำไมจึงเรียกว่าผิดศีลธรรมก็เพราะกระตุ้นราคะหรือโทสะหรือโมหะอย่างใดอย่าง หนึ่งของคนดูให้เพิ่มขึ้นนั่นเอง นักเขียนในแนว นู๊ดกระตุ้นราคะคนก็ดี นักเขียนนวนิยายหยาบโลนตามนิตยสารรายปักษ์ก็ดี นักสร้างหนังอีโรติกก็ดี นักสร้างหนังเรทอาร์ก็ดี นักถ่ายภาพนู๊ดก็ดี คนทำโฆษณานู๊ดก็ดี คนเป็นเจ้าของบาร์ คลับ เธค ที่มีสาวๆ เต้นเปลือย คนเป็นเจ้าของอาบ อบ นวด นักศึกษานุ่งสั้นยั่วยวนกิเลสคนอื่นก็ดี นายแบบนางแบบที่แต่งตัวเย้ายวนราคะก็ดี โคโยตี้ที่แต่งตัวยั่วราคะในงานต่างๆ เช่น งานเปิดตัวรถยนต์ก็ดี โดยที่สุด แม้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์, นิตยสารหรือวารสารที่นำภาพลามกอนาจารไปตีพิมพ์ รวมทั้งเจ้าของสื่อนั้นๆ ที่นั่งจ้องรอดูยอดขายด้วยความละโมบก็จัดเข้าในกลุ่มผู้นำเสนอเช่นเดียวกัน
ว่า ตามพุทธวจนะแล้ว คนจำพวกที่หากินด้วยการมอมเมาชาวบ้านด้วยวิธียั่วกิเลสเหล่านี้ทั้งหมดใน อนาคตชาติ ถ้าไม่ไปจัดปาร์ตี้สะแด่วแห้วกันในขุมนรกชื่อ 'ปหาสะ' ก็ต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมทั้งนักแสดงที่รับแสดงหนังแนวอีโรติกนั้นด้วย กฎแห่งกรรมไม่เหลือใครไว้หรอกครับ ยิ่งมีส่วนมอมเมาผู้คนในสังคมมานานหลายปี ยิ่งมีผลหนักเพราะสั่งสมจนเป็นกรรมหนักนั่นเอง
ผมถึงบอกว่าที่คุณระเบียบรัตน์ พงษ์พานิชประท้วงท่าเต้นนักร้องบางคนทำถูกต้องตามหลักวัฒนธรรมพุทธแล้วครับ
ส่วน กรณีพระสงฆ์นั้น ต้องดูว่าท่านสนับสนุนจริงหรือไม่? เห็นเขาเล่าว่าพวกเต้นเย้ายวนเหล่านี้จะโผล่มาเต้นโชว์ก็ตอนดึกๆ พระสงฆ์เข้าจำวัดหมดแล้ว ถ้าแอบเต้นกันแบบนี้ พระสงฆ์ก็ไม่ผิด แต่ถ้าพระสงฆ์เห็นดีเห็นงามแต่ต้นก็ต้องว่าไปตามวินัยสงฆ์ครับ.
จาก : http://www.bodhinanda.com/s0109/index.php?pgid=0003


