Welcome
[color=red][b]ย้ายเมืองไปที่[/b][/color]

http://clicksiwa.0uu.net/index.php

นวนิยายเปลี่ยนประวัติศาสตร์ [หากสุโขทัยไม่สิ้นคนดี]

นิยายต่างๆ

นวนิยายเปลี่ยนประวัติศาสตร์ [หากสุโขทัยไม่สิ้นคนดี]

Postby rookkawat on Tue Nov 27, 2007 11:09 am

นวยายเรื่องนี้ไม่มีความจงใจที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ แต่เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นเพื่อปลุกสำนึกของชาวไทย

ตอนที่ ๑ จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนประวัติศาสตร์

เด็กชายมิ่ง เป็นนักเรียนคนหนึ่งของโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร วันนั้นเขามีงานสำคัญที่โรงเรียน จึงกลับบ้านดึก เมื่อถึงบ้าน มิ่งจึงเข้านอนทันที
เมื่อเขารู้สึกตัวขึ้นมา เขาพบว่า เขาไม่ได้อยู่ที่บ้านเดิมแล้ว เขาตื่นขึ้นมาในเรือนเครื่องผูกแบบไทย
“ที่นี่ที่ไหนครับ”
มิ่งรีบถามคนที่อยู่ในบ้าน
“ที่นี่ สุโขทัยไง ลูกคงจะเหนื่อยมาก แม่ว่านอนพักก่อนดีกว่านะ”
เขาแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง คนที่เขาถามไม่ใช่แม่ แล้วทำไมจึงเรียกตัวเองว่าแม่ เขาเริ่มสับสน เมื่อเดินออกไปนอกบ้านก็พบว่าวิถีชีวิตไม่เหมือนคนในสมัยนี้เลย
เขาเดินไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางความงุนงง จนมาถึงประตูเมือง เขาเริ่มเดินเข้าไปในเมือง สำรวจดูสิ่งรอบ ๆ ตัว
“หมอบลง”
เสียงชายคนหนึ่งบอกเขา เมื่อเขามองไปทางขวา พบว่ามีขบวนเสด็จของกษัตริย์องค์หนึ่ง เขาดูแล้ว แน่นอนว่า ไม่ใช่ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” อย่างแน่นอน
“หลีกทาง พรญาลิไทยเสด็จ”
เสียงป่าวประกาศดังออกมา
“ท่านเป็นใครกันนะ”
เขาคิดในใจ เนื่องจากมิ่งเป็นคนที่ไม่สนใจและไม่ชอบประวัติศาสตร์เอามาก ๆ แม้แต่สุโขทัยมีพระมหากษัตริย์กี่พระองค์ก็ไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่กำลังเรียนประวัติศาสตร์สุโขทัยอยู่ในขณะนี้
พรญาลิไทยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดมหาธาตุ ในขณะที่มิ่งกำลังสับสนอยู่
“ขอโทษครับ รู้ไหมครับว่าจะไปกรุงเทพฯ ได้ยังไงครับ”
มิ่งถามคนแถวนั้น
“กรุงเทพฯ อะไรไม่เห็นรู้จัก”
มิ่งเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าสมัยสุโขทัยยังไม่มีกรุงเทพฯ เขาเดินต่อไปเรื่อย ๆ ในที่สุดไปพบหัวขโมยคนหนึ่งวิ่งตัดหน้าไป
“เจ้านั่นทำไมไม่ช่วยจับขโมย”
ชาวบ้านพากันโห่ร้อง
ในที่สุดทหารก็เข้ามาจับขโมยไว้ได้ และพาตัวมิ่งไปหาพรญาลิไทย
“ทำไมไม่ช่วยจับขโมย นี่ถ้าเกิดทหารจับตัวไม่ได้นี่ต้องโดนลงโทษและยึดทรัพย์เท่ากับที่ถูกขโมยไปนะ”
พรญาลิไทยถามมิ่ง
“ขอโทษครับ ผมไม่ทราบ”
“เฮ้อ! เราไม่รู้กฎหมายสุโขทัย แล้วจะรู้ไหมว่าต้องช่วยจับขโมย”
เขาคิด
มิ่งเดินทางกลับบ้าน ล้มตัวลงนอน และหลับไปอย่างรวดเร็ว
“มิ่ง ๆ ตื่นได้แล้วลูก เดี๋ยวไปโรงเรียนสายนะ” มิ่งสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
กรุงเทพมหานครแน่นอนแล้ว
“นี่เราฝันไปหรือนี่”
เขาคิด
“มันเหมือนจริงมาก นี่มันไม่ใช่ความฝัน มันต้องมีอะไรสักอย่างแน่ ๆ”
เขารีบไปเปิดตำราประวัติศาสตร์อ่าน
“อืม...กฎหมายลักษณะลักพา พระยาลิไทย พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๖ ทำไมเหมือนในฝันเลย ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน”
วันนั้น ที่โรงเรียนมีสอบประวัติศาสตร์ เขาทำข้อสอบได้อย่างง่ายดาย ข้อสอบเหมือนที่เขาไปเจอในฝัน
เมื่อเขากลับมาถึงบ้าน เขารีบเล่าความฝันและข้อสอบให้แม่ฟัง แม่รู้สึกประหลาดใจมาก แต่ก็รู้สึกดีที่ลูกทำข้อสอบได้ เมื่อเขานอนหลับลงอีกครั้ง มีเทวดาองค์หนึ่งมาเข้าฝัน
“ข้าเคยเป็นกษัตริย์สุโขทัย ชื่อพระมหาธรรมราชาที่ ๒ เมื่อคืนก่อนเจ้าฝันถึงสุโขทัย ข้าคิดว่าเจ้าคงสามารถช่วยอะไรได้บ้าง ขอให้เจ้านั่งสมาธิ เพื่อย้อนไปยุคสุโขทัย ไปช่วยสุโขทัยด้วยนะ”
User avatar
rookkawat
นายก ฯ
นายก ฯ
 
Posts: 328
Joined: Sun Sep 09, 2007 1:30 pm

Postby rookkawat on Tue Nov 27, 2007 11:11 am

วันต่อมา เมื่อมิ่งกลับมาจากโรงเรียน เขาศึกษาผังเมืองสุโขทัย รวมทั้งเส้นนทางต่าง ๆ เป็นอย่างดี เผื่อต้องนำไปใช้ในยุคสุโขทัย จากนั้น เขาได้นั่งสมาธิตามที่พระมหาธรรมราชาที่ ๒ ได้บอกไว้
“มึง มึง มึงเปนใคร”
เขาลืมตาขึ้นทันที เขาพบว่าเขานั่งอยู่ข้างถนนที่เมืองสุโขทัย ที่นี่แตกต่างไปจากสุโขทัยในฝันของเขา เขาฟังคนพูดไม่ค่อยจะรู้เรื่อง “ผมมาจาก เอ่อ...บางกอกครับ”
“อะไรนะ กูฟังบ่ฮู้เฮื่อง”
“เอ่อ (เขาพยายามนึกภาษาเหนือกับอีสานให้ได้) กูมาจากบางกอก”
“บางกอกฤๅ ไกลหลายเลยนะ” เขาเดินไปที่บ้านที่เขาจำได้ในฝัน พบว่าบ้านเหมือนในฝันทุกประการ
“เออมิ่ง มึงไปไหนมา กูบ่เหนมึงหลายวันแล้ว”
“เอ่อ ขอโทษครับ”
มิ่งเหมือนจะมีชีวิตอยู่ใน ๒ ช่วงเวลา พร้อม ๆ กัน เขาพบทุกอย่างที่เป็นของเขาในสมัยสุโขทัย
“เบี้ย ปรัก เงินทั้งนั้นเลยนี่”
เขาดูเงินของเขา พลางล้วงกระเป๋ากางเกง
“อืม เงินบาทนี่คงใช้ไม่ได้สินะ”
เขาจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้า นุ่งโจงกระเบนผืนเดียว เพื่อให้เข้ากับชาวบ้านเขาหน่อย
“แม่ คนในเมืองนี้ไปไหนกันหมด กูเหนคนน้อยนะ”
“ช่วงที่มึงบ่อยู่ เขาเบกพลไปฮบกับอยุธยาที่ชากังราว”
เขาเข้านอน เนื่องจากมืดแล้ว ตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะต้องไปชากังราวให้ได้
“นี่ไงที่ข้าจะบอกเจ้า เจ้าควรจะไปชากังราว ไปช่วยสุโขทัยที
พระมหาธรรมราชาที่ ๒ บอกในฝันอีกครั้ง
เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เขาเดินไปตามถนนพระร่วง เพื่อไปยังเมืองชากังราว ที่เขารู้ดีว่าคือเมืองกำแพงเพชร
ระหว่างทาง ถึงเมืองเมืองหนึ่ง เขาวิ่งเข้าไปในเมืองอย่างรีบร้อน
“สุโขทัยชนะอยุธยาแล้วฤๅ”
เขาถามคนในเมือง
“ที่ชากังราวฤๅ กูบ่ฮู้”
“ขอบคุณครับ”
“เฮ้อ! เมืองนี้ไม่ใช่ชากังราวหรอกหรือนี่”
เขาคิดในใจ
เนื่องจากมืดแล้ว เขาจึงอาศัยหลับนอนใต้ถุนบ้านหลังหนึ่ง
วันต่อมา เขาออกเดินทางต่อ เพื่อไปให้ถึงชากังราวให้ได้ เขาเดินทางไปเรื่อย ๆ ทั้งวัน จนเหนื่อย ในที่สุด เขาจึงถึงเมืองหนึ่ง
“ดูแล้วไม่น่าใช่ชากังราว”
เขาคิด
“ขอโทษ กูมาจากสุโขไท ที่นี่เมืองอะไร”
เขาถามคนในเมืองเช่นเดียวกับที่เมืองเพชรศรีคีรีมาศที่เขาผ่านมา
“เมืองบางพาน มึงจะไปไหนฤๅ”
“ชากังราว”
“โห จะไปช่อยชากังราวฤๅ มาพักที่บ้านกูก็ได้ มา ๆ”
“ขอบคุณครับ”
เมื่อรุ่งเช้า เขาจึงออกเดินทางอีกครั้ง
“เออนี่ จะเดินไปฤๅ”
เจ้าของบ้านถาม
“ครับ”
“เดี๋ยวกูพาไปพบเจ้าเมืองดีกว่า ถ้าเพื่อนฮู้ว่ามึงจะไปชากังราว เพื่อนคงจะให้ม้าด่วนไปส่ง”
“ครับ”
มิ่งตอบ
เจ้าของบ้านไปสั่นกระดิ่งหน้าที่พักเจ้าเมืองบางพาน
“เจ้าเมืองเฮียกให้เข้าไปพบ”
ยามเฝ้าประตูบอก
“เจ้าเมือง มีคนจะไปชากังราวน่ะ”
เจ้าของบ้านบอกเจ้าเมือง
“ดี ๆ กูจะให้ม้าด่วนไปส่ง”
เจ้าเมืองบอกมิ่ง
User avatar
rookkawat
นายก ฯ
นายก ฯ
 
Posts: 328
Joined: Sun Sep 09, 2007 1:30 pm

Postby rookkawat on Tue Nov 27, 2007 11:15 am

มิ่งขึ้นม้าด่วนที่เจ้าเมืองบางพานจัดให้ไปชากังราว ไปตามถนนพระร่วง ซึ่งมีคลองเลียบถนนตลอดตั้งแต่บางพานมาจนถึงชากังราว พอมิ่งไปถึงชากังราว ถูกทหารเรียกตัวเข้าไปพบ
“มึงมาด้วยเหตุอันใดฤๅ”
“เขาจะมาช่อยชากังราวฮบกับอยุธยา”
คนขับม้าบอก
“๕๕๕+ มึงเนี่ยนะจะมาช่อยเฮา มึงทำอะไรเปนบ้าง”
“กูทำอาวุธอย่างหนึ่งเปน ใช้ยิงศัตรู”
มิ่งตอบ
เนื่องจากปกติเขาสนใจเกี่ยวกับเรื่อง
อาวุธ วัตถุระเบิด ของอันตรายต่าง ๆ
เขาจึงรู้วิธีทำปืนเป็นอย่างดี
“อาวุธที่มึงว่าเขาเฮียกว่าอะไร”
“ปืน”
“มันต้องใช้อะไรทำบ้าง”
ทหารถาม
“กระสุน พลาสติก....”
“โอ๊ย อะไรของมึง กูจะไปหาของที่มึงว่าจากที่ใด”
“มึงมีอะไรบ้าง”
มิ่งถาม
“กูมีดิน มีทราย มีไม้ มีน้ำ มึงจะทำอะไรได้ฤๅ”
“ก่คงทำธนูได้”
“ยิ่งแย่กว่าดาบกับหอกอีก”
“มึงวางแผนฮบเปนบ่”
ทหารถาม
“ก่พอได้”
“มึงอย่าเอาพลออกไปซื่อ ๆ มึงต้องวางทัพไว้เป็นกอง ๆ กองละสัก ๑๐๐คน....”
มิ่งวางแผนรบ ทำให้สุโขทัยพลิกกลับมาได้เปรียบอยุธยา ในขณะที่กำลังดีใจกันอยู่นั้น อยุธยาได้บุกเข้ามายังด้านหลังเมือง
“แย่แล้ว อยุธยาเข้ามาด้านหลังเมืองแล้ว”
ทหารมาแจ้งข่าว
“กูจะไปเจรจาเอง”
พระมหาธรรมราชาที่ ๒ ได้ปรากฏพระองค์ขึ้น ในพระราชวังเมืองชากังราว พระองค์มาอยู่ที่นี่นานแล้ว เพื่อคุมกองทัพรบกับอยุธยา
พระมหาธรรมราชาที่ ๒ เจรจาสงบศึกกับกรุงศรีอยุธยา โดยจบที่ประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ ประโยคเดียว
“สุโขทัยเป็นประเทศราชของอยุธยา”
ท่ามกลางความเสียใจของชาวสุโขทัย อย่างไรก็ตาม สุโขทัยกลายเป็นเมืองประเทศราชของอยุธยาแล้ว
พระมหาธรรมราชาที่ ๒ เดินทางไปยังกรุงศรีอยุธยา เพื่อไปเจรจากับพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพ่องั่ว)
มิ่งได้เดินทางไปด้วย พักวันแรกกลางป่า วันที่สองที่เมืองพระบาง วันที่สามที่เมืองพยุหคีรี วันที่สี่ที่เมืองแพรก วันที่ห้าที่เมืองสิงห์ และในที่สุด ก็มาถึงกรุงศรีอยุธยา
“พระมหาธรรมราชากรุงสุโขทัยมาเถิงแล้ว”
ทหารสุโขทัยตะโกนบอกทหารที่อยู่บนกำแพงเมือง
“เปิดประตูเมือง”
ทหารบนกำแพงเมืองบอกยามเฝ้าประตู
พระมหาธรรมราชาที่ ๒ เดินทางเข้าไปยังพระบรมมหาราชวัง
“มาแล้วก็ดี สุโขทัยจะยอมเปนประเทศราชของอยุธยาใช่ไหม”
“ข้ายอมเป็นประเทศราชแล้ว แต่ขอมีกษัตริย์ปกครองต่อได้ไหม”
“ถ้าเจ้าจะให้มีกษัตริย์ปกครองต่อ เจ้าต้องย้ายกรุงสุโขทัยไปอยู่เมืองพิษณุโลก”
“ก็ได้”
สุดท้ายสุโขทัยก็ตกเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม พระมหาธรรมราชาที่ ๒ ก็ครองกรุงสุโขทัยต่อมา โดยที่ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่พิษณุโลก
User avatar
rookkawat
นายก ฯ
นายก ฯ
 
Posts: 328
Joined: Sun Sep 09, 2007 1:30 pm

Postby rookkawat on Tue Nov 27, 2007 11:17 am

“เปิดปตูเมือง พ่ออยู่หัวเสด็จ”
พระบาทกัมรเตงอัญศรีมหาธรรมราชาธิราช หรือพระมหาธรรมราชาที่ ๒ ได้เสด็จมาถึง “กรุงสองแคว” หรือเมืองพิษณุโลกแล้ว หลังจากทำสงครามแพ้กรุงศรีอยุธยาที่เมืองชากังราว มิ่งได้ตามเสด็จมาอยู่ที่เมืองพิษณุโลกด้วย เพื่ออาจตั้งสุโขทัยเป็นเอกราชอีกครั้ง
“พระบาทกัมรเตงอัญศรีมหาธรรมราชาธิราช บอกให้ประกาศว่า ลูกอันเกิดแต่พ่ออยู่หัวแลแม่อยู่หัวศรีสัชนาลัยสุโขไทนั้น ได้คลอดแล้วในวันนี้ ขอให้ชาวเมืองไปร่วมงานฉลองวันเกิดลูกพ่ออยู่หัวด้วย”
มิ่งได้ยินคำประกาศของทหาร จึงได้เดินทางไปร่วมพระราชพิธีสมโภชพระราชโอรสในวันนั้นด้วย
“...ภวตุ สพฺพมงฺคลํ รกฺขนฺตุ สพฺพเทวตา สพฺพพุทฺธานุภาเวน สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ภวตุ สพฺพมงฺคลํ รกฺขนฺตุ สพฺพเทวตา สพฺพธมฺมานุภาเวน สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ภวตุ สพฺพมงฺคลํ รกฺขนฺตุ สพฺพเทวตา สพฺพสงฺฆา....นุ ภาเวน สทา โสตฺถี....ภวนฺตุ เต....ฯ”
ในงานนี้ พระมหาธรรมราชาที่ ๒ ได้นิมนต์พระสงฆ์ทั้ง ๓ นิกายมาร่วมพระราชพิธี อันได้แก่คามวาสี ในเมืองพิษณุโลก อรัญวาสีนอกเมืองสุโขทัยแถบอรัญญิก และนิกายพระรูป จากเมืองสุโขทัย
“ตั้งชื่อลูกพ่ออยู่หัวว่า พระญาไสฦๅไทย”
ลุมหาศักราช ๑๓๑๐ ในท้องพระโรงเมืองพิษณุโลก
“พวกเราทนต่ออโยธยามานานแล้วหากสุโขไทจะแข็งเมืองต่ออโยธยา เหล่าเสนาอำมาตย์จะคิดเหนญังไร”
พระมหาธรรมราชาที่ ๒ เอ่ยปากถามเสนาอำมาตย์ในท้องพระโรง
“ดีแล้ว พ่ออยู่หัว”
“พราหมณ์ ไปหาฤกษ์ตั้งการแข็งเมือง”
“ฤกษ์อันเหมาะสมแก่การแข็งเมือง ในวันพรุ่งนี้”
พราหมณ์ตอบ ในวันรุ่งขึ้น พระมหาธรรมราชาที่ ๒ ทรงตั้งการพิธีประกาศอิสรภาพ ไม่ขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา
“ด้วยกรุงอโยธยา ได้กทำการอันล่วงเกิน กดขี่ข่มเหงชาวสุโขไท มาเปนเพลา ๑๐ เข้าแล้ว แต่นี้ไปเบื้องหน้า สุโขไทกับอโยธยา ผิได้เปนเพื่อนกันฎังแต่ก่อน ตลอดชั่วกัลปาวสาน”
พระมหาธรรมราชาที่ ๒ กลับเข้าท้องพระโรง ปรึกษาราชการกับเหล่าเสนาอำมาตย์อีกครั้ง
“พ่ออยู่หัว หากอโยธยาเบกพลมาท่เมืองพิษณุโลกเรา จะทำญังไร”
เสนาอำมาตย์ทูลถาม
“เราอาจต้องกลับไปอยู่สุโขไท แลเพิ่งอาณาจักรอื่นบ้างก่ดี”
“อาณาจักรใดที่เราจะเพิ่งได้”
เสนาอำมาตย์ถามอีก
“หากบ่ใช่ล้านนา ก่ล้านช้าง”
พระมหาธรรมราชาที่ ๒ เตรียมการอพยพชาวเมืองสุโขทัยที่มาอยู่พิษณุโลก กลับไปอยู่สุโขทัยดังเดิม
“เริ่มการเดินทางได้” ทหารเริ่มลั่นกลองชัย ผู้คนพากันอพยพกลับไปสุโขทัย
“พระญามีชื่อทังสาม จงไปบอกพระเจ้าแสนเมืองมากรุงล้านนา ว่าเราจะขอเพิ่งล้านนา จะแข็งเมืองต่ออโยธยา”
ในท้องพระโรงกรุงสุโขทัย พระมหาธรรมราชาที่ ๒ ทรงให้แต่งทูตไปพึ่งอาณาจักรล้านนา เพื่อต่อกรกับกรุงศรีอยุธยา
“พระบาทกัมรเตงอัญศรีมหาธรรมราชาธิราช บอกให้ประกาศว่า ให้ชาวเมืองสุโขทัย ขุดคูสร้างตรีบูร ให้เปนสามชั้น เพื่อป้องกันศึกจากอโยธยา”
จากนั้นชาวเมืองก็ช่วยกันขุดคูเมือง สร้างกำแพงเมืองเป็นสามชั้น เพื่อรับศึกจากกรุงศรีอยุธยา
ในท้องพระโรงกรุงศรีอยุธยา
“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า สุโขไทได้แข็งเมืองต่อเราอโยธยา แลอพยพผู้คนกลับกรุงสุโขไทแล้วขอรับ”
ทหารแจ้งข่าวสารให้ทราบ
“หากการเปนดั่งนี้แล้ว ข้าจะแต่งทัพไปตีสุโขทัยคืนมาให้ได้ ทหาร รีบไปแต่งทัพเดียวนี้”
จากนั้น สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ เจ้ากรุงศรีอยุธยา ได้ยกทัพไปตีสุโขทัยกลับคืนเป็นเมืองขึ้นอีกครั้ง
ที่เมืองกำแพงเพชร
“แย่แล้ว ขุนหลวงพ่องั่วยกทัพมาตีเราอีกแล้ว”
ม้าเร็วส่งข่าวไปบอกทหารในเมือง
“พ่อเมือง อโยธยายกทัพมาตีเราอีกแล้ว”
“ทหาร ไปแต่งทัพรอรับศึกอโยธยาเดี๋ยวนี้”
ทหารไปจัดทัพเพื่อรอรับศึกกับกรุงศรีอยุธยา รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นมาสักที
“พ่อเมือง ขุนหลวงพ่องั่วสวรรคตแล้ว”
“ส่งม้าเรวไปบอกสุโขไทเดียวนี้”
ม้าเร็วได้ส่งข่าวสารไปถึงสุโขทัย
“พ่ออยู่หัว ขุนหลวงพ่องั่วสวรรคตแล้ว”
ทหารแจ้งข่าวสารให้ทราบ
“ดี ญังนั้น ข้าจะส้างพีหารแห่งณื่งในเมืองสุโขไทนี้ แลชาวสุโขไท ช่อยกันทำนุบำรุงพระพุทธสาสนาต่อไป ข้าจะออกบวชเปนพระภิกษุสงฆ์”
พระมหาธรรมราชาที่ ๒ ทรงออกผนวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ชั่วระยะเวลาหนึ่ง และกลับมาครองราชย์อีกครั้ง พระมหาธรรมราชาที่ ๒ ครองราชย์อยู่จนถึงมหาศักราช ๑๓๒๑ ก็เสด็จสวรรคต ในเวลาใกล้จะสวรรคต ได้ตรัสกับพระราชโอรสองค์โต
“ไสฦๅไทย เจ้าจะขึ้นเปนพ่ออยู่หัว จงทำนุบำรุงพระพุทธสาสนา แลอย่าให้สุโขไทตกเปนเมืองขึ้นอโยธยาอีกเปนอันขาด”
“พ่ออยู่หัวมหาธรรมราชาธิราชสวรรคตแล้ว จะมีงานสวดพระอภิธรรมศพพรุ่งนี้”
ทหารประกาศ รุ่งขึ้น ทุกคนล้วนไปงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งจัดงานใหญ่ สวดพระอภิธรรม ๗ วัน ๗ คืน
“พ่ออยู่หัวสวรรคตแล้ว ข้าจะส้างพีหารให้”
พระราชเทพีศรีจุฬาลักษณ์ พระมเหสีของพระมหาธรรมราชาที่ ๒ ได้มีพระราชดำริจะสร้างวัดถวายพระมหาธรรมราชาที่ ๒
“พาข้าไปดูที่ดินนอกเมืองเบื้องหัวนอนหน่อย ข้าจะหาที่ส้างวัด”
พระราชเทพีเสด็จไปนอกเมืองสุโขทัยทางทิศใต้ เพื่อไปดูที่ดินสร้างวัด
“ห่างทางตวันออกจากพีหารปู่ครูไม่ไกลนัก ที่นั่นเหมาะส้างวัดแห่งณื่ง”
ทรงตัดสินพระทัยสร้างวัดขึ้นตรงนั้น โดยให้อาราธนาพระศรีกิรติมาจากกำแพงเพชร
“วัดนี้ให้ชื่อว่า ศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม”
จากนั้นทรงเสด็จไปทางทิศเหนือ
“เบื้องตีนนอนจากศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม ที่นั่นเหมาะส้างวัดคู่กันสองหลัง ให้มีรูปเหมือนกัน”
ทรงอาราธนาพระสงฆ์มาทำพิธี พร้อมทั้งตั้งชื่อวัด
“ให้ชื่อพีหารคู่นี้ว่าอโสการาม ถวายสรภังคเถร แลทักษิณาราม ถวายมหาวันรัตมหาเถร”
จากนั้นทรงเสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดำริจะสร้างวัดอีกแห่ง
“ที่นี่ส้างวัดอีกแห่ง ให้ชื่อว่าลังการาม แลเบื้องตวันออกเฉียงเหนือจากที่นี้ไม่ไกลนัก ส้างวัดอีกแห่ง ให้ชื่อว่าบูรพาราม”
สรุป พระราชเทพีทรงสร้างวัดรวม ๕ แห่ง จากนั้นทรงเสด็จกลับเข้าเมืองสุโขทัยทางทิศตะวันออก เพื่อร่วมพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ของพระราชโอรส พระญาไสลือไทย
“เฉลิมพระนามพ่ออยู่หัวองค์ใหม่ พระบาทกัมรเตงอัญศรีมหาธรรมราชาธิบดี”
พระญาไสลือไทย เสด็จขึ้นครองราชย์ มีพระนามว่า พระบาทกัมรเตงอัญศรีมหาธรรมราชาธิบดี หรือพระมหาธรรมราชาที่ ๓
“ข้าจะครองเมืองสุโขไทให้เปนสุข บ่ให้เปนเมืองขึ้นอโยธยาดังที่เคยเปนมา แลบ่ให้พระสาสนาเสื่อม”
User avatar
rookkawat
นายก ฯ
นายก ฯ
 
Posts: 328
Joined: Sun Sep 09, 2007 1:30 pm

Postby rookkawat on Tue Nov 27, 2007 11:19 am

เช้าวันหนึ่ง ณ กรุงเทพมหานคร ในยุคปัจจุบัน มิ่งเปิดหนังสือประวัติศาสตร์ดู เพราะไม่รู้ว่าตอนไหนที่สุโขทัยจะตกเป็นเมืองขึ้นอยุธยาอีก ซึ่งต้องแก้ไขไว้ให้สุโขทัยเป็นเมืองหลวงต่อไปให้ได้
“เมื่อพระมหาธรรมราชาที่ ๓ สวรรคต พระยาบาลกับพระยารามแย่งชิงราชสมบัติกัน ทำให้ขุนหลวงพ่องั่วยกทัพมาตีสุโขทัยได้ แล้วแต่งตั้งให้พระยาบาลครองพิษณุโลกเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรสุโขทัย และให้พระยารามครองเมืองสุโขทัย”
มิ่งคิดว่า เขาจะต้องเข้ารับราชการกับพระมหาธรรมราชาที่ ๓ และทูลถามให้ทรงแต่งตั้งรัชทายาท เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งชิงราชสมบัติ
เมื่อมิ่งกลับไปยังสุโขทัย เขาได้เข้าไปที่พระราชวังทันที
“ข้าจะขอกทำงานในวัง พ่ออยู่หัวโปรดรับข้าไว้ด้วย”
“ดี ข้ายังขาดตำแหน่งขุนที่จะให้ชื่อคล้องกัน ข้าจะให้ชื่อต่อจากขุนพิชิตผจญ เป็น ขุนมงคลมิ่งเมือง”
วันหนึ่ง ท่านผู้หนึ่งชื่อนายอินทสรศักดิ์ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างวัดถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทกัมรเตงอัญศรีมหาธรรมราชาธิราช (พระมหาธรรมราชาที่ ๒) พระองค์ได้ทรงพระราชทานให้สร้างในเขตที่ดินยาว ๔๕ วา กว้าง ๓๙ วา รวมทั้งส่งขุนมงคลมิ่งเมืองไปช่วยคุมการสร้างวัดด้วย
“ข้าจะให้สร้างเปนมหาเจดีย์มีช้างรอบ ขุนมงคลมิ่งเมือง ไปช่วยคุมการสร้างวัดด้วย”
จากการที่ได้คุมการสร้างมหาเจดีย์มีช้างรอบ อันมีเพียงองค์เดียวในกำแพงเมืองสุโขทัย ขุนมงคลมิ่งเมืองได้รับพระราชทานยศออกญา
“ออกนาม ออกญามังคลาธิราช แทนนาม ขุนมงคลมิ่งเมือง”
หลังจากนั้น ได้มีความมาถึงในวังว่า
“พระมหาเถรเจ้า แลนายอินทสรศักดิ์ จัดงานแต่งทานฉลองมหาเจดีย์แลพระวิหารแลหอพระ ที่วัดสรศักดิ์ กราบบังคมทูลเชิญพ่ออยู่หัวไปฟังพระธรรม”
พระมหาธรรมราชาที่ ๓ เสด็จไปทรงสดับพระธรรมที่วัดสรศักดิ์ พระมหาเถรเจ้าทูลขอนาไว้กับอาราม
“ข้าจะถวาย ๔๐๐ ไร่”
พระมหาธรรมราชาที่ ๓ ทรงถวายนาไว้กับอาราม
“ข้าจะถวาย ๓๓๕ ไร่”
พระมเหสีทรงถวายด้วย จากนั้น นายอินทสรศักดิ์ขอพระราชทานป่าสร้างเปนนา
“ข้าจะให้นาในตำบนสุกพอมน้อย พันไร่”
พระมหาเถรเจ้าขอกัลปนาเพิ่มเติมให้สำหรับการดูแลบำรุงพระมหาเจดีย์ พระวิหาร เจ้าภิกษุ เจ้าสามเณร ในเขตบ้านต่าง ๆ
“ขอกัลปนาเพิ่มเติมให้บ้านไผ่ล้อม บ้านหอด บ้านวังตัด บ้านป่าขาม บ้านตาลหลวง บ้านหนองบัวหลวง บ้านละกันน้อย บ้านละกันหลวง บ้านดง”
“ข้าจะถวายเบี้ย ๔๐๐๐๐”
“ข้าขอถวายอีก ๑๐๐๐๐”
ออกญามังคลาธิราชได้ถวายด้วย ด้วยน้ำใจที่ได้ถวายเบี้ยถึง ๑๐๐๐๐ ให้กับวัดสรศักดิ์ ออกญามังคลาธิราชได้เปลี่ยนคำนำหน้าอีกครั้ง ทั้งนี้ บรรดาศักดิ์ยังคงเท่าเดิม
“ออกนาม พระญามังคลาธิราช แทนนาม ออกญามังคลาธิราช”
พระยามังคลาธิราชเป็นนายทหารคนสนิทของพระมหาธรรมราชาที่ ๓ ต่อมาจึงได้กราบบังคมทูลขอให้ทรงแต่งตั้งรัชทายาท
“ขอเดชะ พ่ออยู่หัว ข้ามีเรื่องจะทูลถาม”
“เอ็งมีเรื่องอะไร บอกข้า”
“ข้าเห็นว่า หากพ่ออยู่หัวบ่ได้แต่งตั้งรัชทายาท เมื่อพ่ออยู่หัวตาย พระญาบาลกับพระญารามอาจแย่งชิงราชสมบัติกัน อโยธยาอาจใช้ช่วงนี้มาตีสุโขไทเราได้”
“จริงสิ ข้าก่ว่าจะแต่งตั้งอยู่แล้ว ไปเรียกพระญามีชื่อทังสองเข้ามา”
มิ่งออกไปทูลเชิญพระยาบาลและพระยารามเข้ามาในพระราชวัง
“เจ้าทังสอง บัดนี้ ข้าจำเป็นต้องแต่งตั้งรัชทายาท เพื่อให้มีพ่ออยู่หัวองค์ต่อไปของสุโขไท แต่ก่อนอื่น ข้าต้องดูว่าเจ้าทังสอง ใครเหมาะสมที่จะเปนพ่ออยู่หัวองค์ต่อไป เจ้าไปหาคำตอบมาให้ข้าว่า หากมีศัตรูมาประชิดเมืองเจ้าจะทำญังไร แลเจ้าจะทำนุบำรุงพระสาสนาญังไร”
พระองค์ได้ให้พระยาทั้งสองไปหาคำตอบของคำถามนั้น คำตอบที่พระยาทั้งสองตอบนั้นมีใจความอันแยบยลมาก พระองค์ได้สอบถามดูจนแน่ใจแล้วว่าพระยาทั้งสองมีพระปรีชาสามารถพอกัน พระองค์ได้คิดแผนการขึ้นมา
“ข้าจะให้พระญาบาลครองสุโขไท ส่วนพระญาราม เจ้าไปครองสรลวงสองแคว”
“พ่ออยู่หัวหมายความว่าพระญาบาลเก่งกว่าข้าฤๅ”
พระยารามได้ทูลถาม
“ข้ายังพูดบ่หมด สรลวงสองแควบ่ใช่เป็นเมืองหน้าด่านอีกต่อไป สุโขไทแลสรลวงสองแควจะเปนนครหลวงคู่กัน ฎังที่แต่ก่อนเคยมีสุโขไทกับศรีเษชนาไลคู่กัน หากเมืองใดมีปัญหาในเรื่องใด อีกเมืองณื่งจะต้องเข้ามาช่อยได้ เจ้าจงปกครองนครของเจ้าให้ดีที่สุด ผิให้อโยธยายกมาตีสุโขไทเราได้อีก”
“ขอรับ พ่ออยู่หัว”
หลังจากนั้นไม่นาน ได้มีข่าวอันน่าเศร้าสลดของชาวสุโขทัย
“พระบาทกัมรเตงอัญศรีมหาธรรมราชาธิบดี ได้ตายแล้ว ด้วยโรคชรา ในพระราชวัง”
พระยาบาลและพระยาราม เมื่อทราบข่าวสวรรคต ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามที่พระมหาธรรมราชาที่ ๓ ได้รับสั่ง
“พระญาบาล ได้ขึ้นครองนครสุโขไท เฉลิมพระนาม พระบาทกัมรเตงอัญศรีสุริยพงศ์บรมปาลมหาธรรมราชาธิราช หรือพระมหาธรรมราชาที่ ๔”
“พระญาราม ได้ขึ้นครองนครสรลวงสองแคว เฉลิมพระนาม พระบาทกัมรเตงอัญศรีรามราชาธิราช”
ข้างฝ่ายอโยธยา สมเด็จพระนครอินทราธิราช ได้ทราบข่าวสวรรคตแล้ว
“ช่วงนี้สุโขไทกำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน เปนเพลาเหมาะที่จะแต่งทัพไปตีสุโขไท”
สมเด็จพระนครอินทราธิราช ได้เสด็จยกทัพไปตีสุโขทัย
“พ่ออยู่หัว อโยธยายกทัพมาตีสุโขไทเราแล้ว”
ทหารเข้ามาแจ้งข่าวในพระราชวังสุโขทัย
“ข้าคิดแล้ว ส่งม้าเร็วไปบอกสรลวงสองแควเดี๋ยวนี้ เราจะยกทัพหลวงไปตบกันที่เมืองพระบางในอีก ๗ วัน”
หลังจากนั้น ๗ วัน ทัพหลวงจากสุโขทัยและพิษณุโลกได้ยกมาพร้อมกันที่นครสวรรค์ เตรียมพร้อมรบกับทัพอโยธยา
“พระรามราชา ท่านเก่งด้านการรบ ท่านตั้งทัพไว้หน้าเมือง ส่วนข้าจะแบ่งทัพเป็น ๒ กอง ทัพข้าจะไปหลบข้างวัดเขากบนอกเมือง ทัพพระญามังคลาธิราชจะไปหลบข้างวัดเขากบในเมือง จะแอบซุ่มโจมตีทัพอโยธยาบ่ให้เข้าเมืองได้”
สมเด็จพระนครอินทราธิราชได้มาตั้งทัพอยู่แถบวัดจอมคีรีนาคพรต (วัดเขากบนอกเมือง) เตรียมเข้าโจมตีเมือง เมื่อพระนครอินทราธิราชได้เข้าโจมตีเมือง พระรามราชาได้ยกทัพเข้าสู้กับทัพอโยธยา ทันใดนั้น ทัพพระมหาธรรมราชาได้เข้ามาทางด้านหลัง ตีทัพอโยธยากระจายไปคนละทิศละทาง ผสมกับทัพพระญามังคลาธิราชด้วยแล้ว ทำให้อโยธยาต้องถอยทัพกลับไปในที่สุด
หลังจากนั้นไม่นาน ที่กรุงศรีอโยธยา
“สมเด็จพระนครอินทราธิราช เสด็จสวรรคตแล้ว ในพระราชวัง”
ทันใดนั้น ที่กรุงศรีอโยธยา เจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยาชนช้างกันที่เชิงสะพานป่าถ่าน ต้องพระแสงของ้าวสิ้นพระชนม์ทั้งสองพระองค์ เจ้าสามพระยาจึงต้องขึ้นครองราชย์
“เฉลิมพระนาม สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒”
User avatar
rookkawat
นายก ฯ
นายก ฯ
 
Posts: 328
Joined: Sun Sep 09, 2007 1:30 pm

Postby rookkawat on Tue Nov 27, 2007 11:21 am

พระยามังคลาธิราช เกิดในรัชกาลพระยาลิไทย ขณะนี้ผ่านมา ๓ รัชกาลแล้ว ถึงรัชกาลพระมหาธรรมราชาบรมปาล พระยามังคลาธิราชอายุมากแล้ว เขามีลูกอยู่คนหนึ่งในเมืองสุโขทัย ชื่อนายเรือง พระยามังคลาธิราชได้บอกกับลูกว่า
“หน้าที่ของเจ้าต่อไปคือการเข้ารับราชการต่อจากข้า ถวายคำปฤกษาราชการแผ่นดิน สุโขไทต้องอยู่เปนราชธานีของเฮาชาวสยามตลอดไป”
หลังจากนั้นไม่นาน
“หลีกทาง พ่ออยู่หัวเสด็จ”
พระยามังคลาธิราชได้เสียชีวิตในเมืองสุโขทัย พระมหาธรรมราชาที่ ๔ ได้เสด็จไปพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดบูรพาราม ซึ่งอยู่ใกล้บ้านเดิมของเขา
เรืองได้เข้ารับราชการในราชสำนักพระมหาธรรมราชาที่ ๔ เป็นผู้ถวายคำปรึกษาราชการแผ่นดิน ดังคำที่พ่อให้ไว้
“ข้าอยากจะไปดูนครสรลวงสองแควสักครั้งหนึ่ง บ่ได้ไปนานแล้ว”
“ข้าขออาสาจัดกระบวนเสด็จ”
เรืองเป็นผู้รับหน้าที่ในการจัดกระบวนพยุหยาตราสถลมารค (ทางบก) พระมหาธรรมราชาที่ ๔ เสด็จประพาสเมืองพิษณุโลก
“พระบาทกัมรเตงอัญศรีสุริยวงศ์บรมปาลมหาธรรมราชาธิราช บอกให้ประกาศว่า วันนี้เปนฤกษ์ดี พ่ออยู่หัวอายุได้สามสีบห้าเข้า เปนมงคลอายุครบสามรอบ ให้จัดงานพิธีฉลองในเพลาที่พ่ออยู่หัวอยู่ในนครสรลวงสองแควนี้”
ทหารประกาศ
“พระสังฆราชอรัญวาสีขอเข้าถวายพระพร”
“ไปเชิญเข้ามา”
สมเด็จพระสิริสุเมธังกร สมเด็จพระสังฆราชฝ่ายอรัญวาสี ได้เข้าถวายพระพรแด่พระมหาธรรมราชาที่ ๔ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ ๓๖ พรรษา
“เจริญพร มหาบพิตร ในโอกาสนี้ อาตมาขอส้างพระพุทธบาทคู่ถวาย”
เมื่อพระมหาธรรมราชาที่ ๔ เสด็จกลับเมืองสุโขทัย พระสิริสุเมธังกรได้สร้างพระพุทธบาทถวายเป็นพระราชกุศล ณ วัดอรัญญิก วัดที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชอรัญวาสี
“นายเรือง ไปช่อยพระสังฆราชส้างพระพุทธบาทที่วัดอรัญญิกด้วย”
“ขอรับ”
พระมหาธรรมราชาที่ ๔ มีรับสั่งให้เรืองไปช่วยสร้างพระพุทธบาท จากความดีความชอบในครั้งนี้ ประกอบกับการเตรียมการเสด็จประพาสเมืองพิษณุโลก เรืองจึงได้บรรดาศักดิ์เป็นนายหมื่น โดยไม่ต้องผ่านนายพัน
“ออกนามจมื่นเรือง แทนนายเรือง”
หลังจากนั้น หลังจากทำงานมาอย่างยาวนาน ก่อนที่พระมหาธรรมราชาที่ ๔ จะเสด็จสวรรคต ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้แก่ข้าราชการในราชสำนัก หนึ่งในนั้นคือจมื่นเรือง ได้เลื่อนเป็นขุน
“ออกนามขุนเรือง แทนจมื่นเรือง”
หลังจากนั้นไม่นาน พระมหาธรรมราชาที่ ๔ ได้เสด็จสวรรคต ด้วยพระโรคชรา ในพระราชวังเมืองสุโขทัย
“พระบาทกัมรเตงอัญศรีสุริยวงศ์บรมปาลมหาธรรมราชาธิราช สิ้นชีวิตแล้ว ในวังนครสุโขไท”
ทันทีที่พระมหาธรรมราชาที่ ๔ สวรรคต เนื่องจากพระองค์ไม่มีพระราชโอรส ดังนั้น ที่พระราชวังกรุงศรีอโยธยา
“พ่ออยู่หัว ทหารจากสุโขไทจะขอเข้าพบ”
“ไปเรียกเข้ามา”
“ขอเดชะ พ่ออยู่หัวกรุงศรีอโยธยา ข้า ผู้นำข่าวจากนครสุโขไท บัดนี้นครสุโขไทว่างกษัตริย์ปกครอง จะมาทูลเชิญพ่ออยู่หัวไปปกครองนครสุโขไทด้วย”
“ข้าคงไปไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ลูกข้าไป ข้าให้ไปปกครองได้”
ทหารสุโขทัยได้ไปเชิญสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ แห่งกรุงศรีอโยธยา พระองค์ไม่สามารถไปได้ แต่ได้ให้สมเด็จพระราเมศวร พระราชโอรสซึ่งมีพระราชบิดาเป็นเชื้อสายราชวงศ์สุพรรณภูมิ แต่พระราชมารดาเป็นเชื้อสายราชวงศ์พระร่วง มาปกครองเมืองสุโขทัย สมเด็จพระราเมศวรจึงเป็นพระมหากษัตริย์นครสุโขทัยต่อไป
“เฉลิมพระนาม สมเด็จพระราเมศวรบรมไตรโลกนาถบพิตร”
ขณะนั้นได้เกิดกบฏประท้วงขึ้นที่นครสุโขไท ขุนเรืองเป็นผู้นำการประท้วง
“เฮาต้องบ่ยอมให้อโยธยามาปกครองเรา สุโขไทต้องเปนไท”
ขุนเรืองกล่าว
หลังจากนั้นได้เกิดเหตุการณ์ยืดเยื้อในนครสุโขไทนานเป็นแรมปี สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงเสด็จออกมาเจรจากับผู้ประท้วง
“ข้าปกครองสุโขไทในฐานะเมืองพระญามหานคร มิใช่เมืองขึ้น”
“สุโขไทจักต้องเปนราชธานี เมืองพระญามหานครเฮาบ่ยอม”
ขุนเรืองกล่าว
“เจ้าต้องการอะไร เขียนฎีกามาบอกข้าเลย แล้วหยุดการชุมนุมนับแต่นี้”
ผู้ชุมนุมประท้วงต่างสลายการชุมนุม เป็นด้วยพระบารมีของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จึงทำให้สุโขทัยไม่เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้น ขุนเรืองได้ปรึกษาผู้ชุมนุมประท้วงเพื่อเขียนฎีกาถวายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
จากนั้นขุนเรืองได้นำฎีกาไปถวายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เจ้าพนักงานอ่านฎีกาถวาย
“ขอเดชะ สมเด็จพระราเมศวรบรมไตรโลกนาถบพิตร ข้า ขุนเรือง ผู้ช่วยปฤกษาราชการแผ่นดินในพระบาทกัมรเตงอัญศรีสุริยวงศ์บรมปาลมหาธรรมราชาธิราช อันซึ่งพระมหาธรรมราชาได้สู่สวรรคาลัยแล้ว ขอพระราชทานให้กทำสิ่งเหล่านี้
เปลี่ยนบรรดาศักดิ์พระมหากษัตริย์จากสมเด็จพระ เปนพระบาทกัมรเตงอัญ
ยกฐานะนครสุโขไทจากเมืองพระญามหานคร เปนราชธานีเสมือนด้วยกรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร
ให้สิทธิเสรีภาพแก่ไพร่ฟ้าในนครสุโขไทกับกรุงศรีอโยธยาด้วยเท่าเทียม ฯลฯ”
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงมีพระดำรัสตอบดังนี้
“ข้ออื่นข้าจะกทำตามที่เจ้าร้องขอมา เว้นแต่การเปลี่ยนบรรดาศักดิ์พระมหากษัตริย์ จะให้เปนพระบาทกัมรเตงอัญคงไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ข้าเปลี่ยนเปนพระบาทสมเด็จพระ ข้ากทำได้”
สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ ๔ จึงเป็น “พระบาทกัมรเตงอัญ” องค์สุดท้ายแห่งนครสุโขทัย และสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จึงได้เป็น “พระบาทสมเด็จพระ” องค์แรกของนครสุโขทัย
User avatar
rookkawat
นายก ฯ
นายก ฯ
 
Posts: 328
Joined: Sun Sep 09, 2007 1:30 pm

Postby pisaa on Mon Dec 03, 2007 1:57 pm

สนุกครับ อ่านเพลินดี
pisaa
เด็ก
เด็ก
 
Posts: 14
Joined: Sat Oct 06, 2007 10:32 pm

Postby naruphol on Tue Dec 11, 2007 2:46 pm

ขอบคุณมากครับสำหรับสิ่งดีๆ
Image
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
User avatar
naruphol
นักบุญ
นักบุญ
 
Posts: 687
Joined: Sun Dec 09, 2007 10:32 am

Postby tor2547 on Sun Dec 16, 2007 1:16 pm

ขอบคุณครับที่เอามาให้อ่านกัน
tor2547
วัยรุ่น
วัยรุ่น
 
Posts: 25
Joined: Sun Oct 14, 2007 9:10 pm

Postby inkblack on Wed May 21, 2008 8:08 am

เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ได้ความรู้ดีระดับนึงครับ ขอบคุณคครับ ที่นำมาให้อ่านกัน rose
inkblack
วัยรุ่น
วัยรุ่น
 
Posts: 33
Joined: Thu Mar 06, 2008 12:59 pm


Return to เขี่ย การพิมพ์

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron